การใช้สื่อของจริงในการพัฒนาทักษะการฟังในห้องเรียน
การฟังถือเป็นความสามารถในการจับประเด็นใจความหลักจากสิ่งที่ฟังซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะผู้เรียน ต้องเข้าใจสาระสำคัญจากสิ่งที่พูด อารมณ์และความคิดเห็นของผู้พูดและสามารถตอบสนองระหว่างผู้พูดหรือบริบทของการพูดได้ นอกจากนี้การพูดยังถือเป็นทักษะแรกซึ่งง่ายที่สุดในการรับรู้ข้อมูลต่างๆ และเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้เรียน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินแล้ว ยังสามารถช่วยให้เขาปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ดังนั้นในการเรียนการสอนนักเรียนจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง
การฝึกฝนทักษะการฟังให้แก่ผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้สื่อของจริงเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยในการเตรียมพร้อมการใช้ชีวิตให้แก่นักเรียนก่อนที่พวกเขาจะต้องเจอกับเหตุการณ์จริง ตัวอย่างเช่น การให้เด็กได้ฟังบทสนทนาเกี่ยวกับการแนะนำตนเอง การจองตั๋ว การจองที่พัก การถาม-ตอบเรื่องเวลา การให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลังจากการฟังบทสนทนาที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ หรือเนื้อหาสาระที่ได้ ไปใช้ได้จริง นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้ฟังเพลงภาษาอังกฤษ พร้อมกับตอบคำถามหลังจากที่ฟัง หรือเป็นการเติมคำที่ได้ยินในขณะที่ฟังลงในช่องว่าง ก็ยังถือเป็นการพัฒนาทักษะการฟังในห้องเรียนได้อีกด้วย
ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูที่เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังของผู้เรียนนั้นย่อมมีความสำคัญ โดยเฉพาะการนำสื่อของจริงมาใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันนี้นั้นสื่อของจริงที่สามารถนำมาใช้ได้มีอยู่มากมาย ดิฉันคิดว่าการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสามารถพบเจอได้ง่ายในชีวิตประจำวันนั้น จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะและสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Inside Classroom ( 24 มิถุนายน 2557 )
รายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ เป็นรายวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อครูผู้สอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องอาศัยความรู้ในศาสตร์ด้านภาษาแล้ว การออกแบบกิจกรรมหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ก็มีส่วนสำคัญในการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ฉะนั้นบุคคลที่จะไปประกอบอาชีพครูจึงต้องเตรียมความพร้อมในหลายๆด้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน
การเตรียมความพร้อมด้าน background knowledge (ความรู้เดิม) ของครูผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ grammar vocabulary pronunciation เป็นต้น จะต้องมีความถูกต้องและใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเลียนแบบ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดในแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้การเรียนรู้ได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ และที่สำคัญผู้สอนจะต้องมีจินตนาการในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (child center) เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด รู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีต่างๆ โดยมีครูทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน ซึ่งวิธีที่ใช้ในการสอนภาษาอังกฤษที่ได้ผลดีที่สุดนั่นคือ Communicative Language Teaching (CLT) วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปและได้ผลดี เพราะผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติในห้องเรียนไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นในการจัดกิจกรรมหรือการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภาษานั้น ครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติ ทั้งด้านการใช้ภาษาในห้องเรียนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ข้าพเจ้าคิดว่า การที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีนั้น ครูผู้สอนจะต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อที่จะสามารถออกแบบหรือจัดกิจกรรมได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดได้
การเตรียมความพร้อมด้าน background knowledge (ความรู้เดิม) ของครูผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ grammar vocabulary pronunciation เป็นต้น จะต้องมีความถูกต้องและใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเลียนแบบ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดในแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้การเรียนรู้ได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ และที่สำคัญผู้สอนจะต้องมีจินตนาการในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (child center) เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด รู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีต่างๆ โดยมีครูทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน ซึ่งวิธีที่ใช้ในการสอนภาษาอังกฤษที่ได้ผลดีที่สุดนั่นคือ Communicative Language Teaching (CLT) วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปและได้ผลดี เพราะผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติในห้องเรียนไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
ดังนั้นในการจัดกิจกรรมหรือการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภาษานั้น ครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติ ทั้งด้านการใช้ภาษาในห้องเรียนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ข้าพเจ้าคิดว่า การที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีนั้น ครูผู้สอนจะต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อที่จะสามารถออกแบบหรือจัดกิจกรรมได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)