การสอนการอ่าน (Teaching Reading)
การอ่านเป็นทักษะการรับสารอย่างหนึ่งโดยการดูผ่านตัวหนังสือจากการเขียนของผู้ส่งสาร ที่จะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน การจับใจความประเด็นสำคัญ การวิเคราะห์สิ่งที่อ่าน รวมถึงการตีความเนื้อหาสาระนั้นๆ การอ่านนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีวิธีการหรือเทคนิคในการอ่านแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการสอนการอ่านจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน เพื่อให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์ที่ได้จากในห้องเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
การอ่านประเภทแรกคือ Extensive reading เป็นการอ่านที่เน้นให้ผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงคำศัพท์แม้ว่าเราจะไม่ทราบความหมายของคำนั้นๆก็ตาม และที่สำคัญการอ่านประเภทนี้ผู้อ่านจึงไม่ต้องเปิดดูคำศัพท์จากใน dictionary ในระหว่างที่อ่าน เพราะสามารถข้ามในสิ่งที่ไม่เข้าใจไปได้ หรือถ้าหากว่าอ่านแล้วไม่ชอบเรื่องนั้นๆ ก็สามารถอ่านเล่มอื่นได้
การอ่านประเภทที่สองคือ Intensive reading เป็นการอ่านอย่างลึกซึ้งที่เน้นตัวภาษามากกว่าเนื้อหา โดยผู้เรียนจะใช้การอ่านแบบ skimming เพื่อหาใจความสำคัญของเนื้อหา หรืออ่านแบบ scanning เพื่อหาเฉพาะข้อมูลที่เราต้องการ
นอกจากนี้ในการสอนการอ่านให้แก่ผู้เรียน จำเป็นจะต้องใช้กระบวนการดังนี้ คือ ขั้น pre-reading ผู้สอนอาจจะใช้วิธีการถามคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้คิด หรือคาดเดาเรื่องราวก่อนที่จะอ่าน ต่อไปเป็นขั้น while reading โดยในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน หรือประเด็นที่ต้องการศึกษา สุดท้ายคือ ขั้น post-reading ซึ่งในขั้นนี้ผู้สอนอาจจะให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน หรือแสดงบทบาทสมมุติเพื่อทดสอบความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้อ่านไปแล้ว
จะเห็นได้ว่าในการสอนการอ่านนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งผู้สอนจำเป็นต้องวิเคราะห์ความสามารถของผู้เรียนและระดับของผู้เรียนเพื่อจะได้ออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าครูผู้สอนมีความคิดสร้างสรรค์และมีความเข้าใจในวิธีการสอนนั้นๆ สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีได้
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Inside Classroom (15 กรกฎาคม 2557)
การสอนโดยใช้เทคโนโลยี (Teaching with Technology)
เทคโนโลยีเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในปัจจุบันนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการสอนแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีหลากหลาย จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมของห้องเรียน
Board เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการใช้เป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และยังสามารถพบเห็นในกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไป ทั้งในส่วนของ black board, white board และทันสมัยที่สุดคือ smart board ซึ่งจะต้องใช้ควบคู่กันกับคอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่าย แสดงผลได้ทั้งงานเขียน ได้ยินเสียง รวมถึงแสดงวิดีโอ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนรายละเอียดต่างๆลงไปบนจอ smart board ได้อีกด้วย เทคโนโลยีอีกอย่างคือ flip charts ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ลงไปบนกระดาษ แล้วสามารถนำไปติดไว้ที่ผนังข้างห้อง เพื่อให้เพื่อนคนอื่นๆได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นด้วย ต่อไปคือ overhead projector สามารถพบเห็นได้ตามโรงเรียนต่างๆทั่วไป มีประโยชน์คือสามารถแสดงในสิ่งที่เป็นงานเขียนหรือเราสามารถเขียนสิ่งต่างๆลงไปเพื่อแสดงผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน การสัมมนาออนไลน์ การใช้ social network ต่างๆ รวมถึง blended learning ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหนังสือกับเว็บไซต์ เป็นต้น และเทคโนโลยีที่ยังเป็นที่นิยมตามโรงเรียนในแถบชนบทนั่นคือ word cards หรือ picture cards เพราะเนื่องจากการขาดแคลนในส่วนของงบประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยที่กล่าวมาข้างต้นได้
อย่างไรก็ตามการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น มีส่วนในการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่างๆของผู้เรียน แต่ครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการเลือกใช้สื่อนั้น ผู้สอนควรมีการเปรียบเทียบวิธีการใช้งานรวมถึงประสิทธิภาพของสื่อก่อนที่จะนำมาใช้ในการสอนนักเรียน และเมื่อนำมาใช้แล้วได้ผลดีหรือไม่ ผู้สอนก็ควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาการใช้สื่อนั้นๆเพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เทคโนโลยีเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในปัจจุบันนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการสอนแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีหลากหลาย จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมของห้องเรียน
Board เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการใช้เป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และยังสามารถพบเห็นในกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไป ทั้งในส่วนของ black board, white board และทันสมัยที่สุดคือ smart board ซึ่งจะต้องใช้ควบคู่กันกับคอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่าย แสดงผลได้ทั้งงานเขียน ได้ยินเสียง รวมถึงแสดงวิดีโอ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนรายละเอียดต่างๆลงไปบนจอ smart board ได้อีกด้วย เทคโนโลยีอีกอย่างคือ flip charts ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ลงไปบนกระดาษ แล้วสามารถนำไปติดไว้ที่ผนังข้างห้อง เพื่อให้เพื่อนคนอื่นๆได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นด้วย ต่อไปคือ overhead projector สามารถพบเห็นได้ตามโรงเรียนต่างๆทั่วไป มีประโยชน์คือสามารถแสดงในสิ่งที่เป็นงานเขียนหรือเราสามารถเขียนสิ่งต่างๆลงไปเพื่อแสดงผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน การสัมมนาออนไลน์ การใช้ social network ต่างๆ รวมถึง blended learning ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหนังสือกับเว็บไซต์ เป็นต้น และเทคโนโลยีที่ยังเป็นที่นิยมตามโรงเรียนในแถบชนบทนั่นคือ word cards หรือ picture cards เพราะเนื่องจากการขาดแคลนในส่วนของงบประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยที่กล่าวมาข้างต้นได้
อย่างไรก็ตามการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น มีส่วนในการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่างๆของผู้เรียน แต่ครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการเลือกใช้สื่อนั้น ผู้สอนควรมีการเปรียบเทียบวิธีการใช้งานรวมถึงประสิทธิภาพของสื่อก่อนที่จะนำมาใช้ในการสอนนักเรียน และเมื่อนำมาใช้แล้วได้ผลดีหรือไม่ ผู้สอนก็ควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาการใช้สื่อนั้นๆเพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด
Inside Classroom (15 กรกฎาคม 2557)
การสอนการพูด (Teaching Speaking)
การพูดถือเป็นทักษะในการสื่อสารอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นกระบวนการในการส่งสารที่ไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อเราพูดออกไปแล้ว นอกจากนี้การพูดที่ถูกต้องและคล่องแคล่วยังสามารถช่วยให้กระบวนการส่งสารนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนอกจากที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงโอกาสที่ผู้เรียนจะได้รับในการทำกิจกรรมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความหลากหลายของกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมหรือฝึกทักษะการพูดให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย
การออกแบบกิจกรรมที่่ช่วยฝึกทักษะการพูดให้ผู้เรียนนั้นมีมากมาย เช่น Information gap ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสองคนจะได้ฝึกการถามคำถามและตอบคำถามเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตนเองนั้นขาดหายไป หรืออาจจะเป็นกิจกรรม Telling stories ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราวต่างๆให้เพื่อนๆในห้องฟัง ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยฝึกทักษะการพูดได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ Role plays หรือ Simulation ก็สามารถใช้เป็นวิธีสอนให้ผู้เรียนได้ฝึกการพูดจากบทบาทสมมุติหรือสถานการณ์จำลอง เมื่อเด็กๆได้รับการฝึกฝนในชั้นเรียนแล้วก็ยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย
จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายวิธีการสอนที่สามารถช่วยในการพัฒนาทักษะการพูดของผู้เรียนให้สามารถพูดได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้วิธีต่างๆตามความต้องการและความเหมาะสมของผู้เรียน ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าการที่ผู้เรียนได้ทำกิจกรรม โดยเฉพาะเป็นการฝึกทักษะด้วยวิธีที่ผู้เรียนชอบ จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการสร้างความเคยชินให้พวกเขาในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย
วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Inside Classroom (1 กรกฎาคม 2557)
Communicative Language Teaching (CLT)
Communicative Language Teaching (CLT) is the best method to teach English for communication. It provides opportunities for students to try out what they know. In addition, this approach provides chances for learners to develop both accuracy and fluency of using English language. After they learn from CLT they can communicate with other people in real life. So, it is important to use Communicative Language Teaching for teaching students.
Communicative Language Teaching method is important for teachers and students. It consists of many approaches to help the students to gain knowledge from doing activities. Such as, teach grammar in the context of communicative task, create the need for communication through various kinds of activities, so on. The students can learn English as same as they are in the real situation.
Content-Based Instruction (CBI) is one of the approaches which is used in CLT. In CBI classroom, the students attend to learn the content explicitly and learn the language incidentally. Moreover, CBI lessons are designed based on the selected content. Other method is Task-Based Language Teaching (TBLT). It is an approach which based on the use of task for instruction in language teaching. Therefore, each students have to has own product from this activity.
In conclusion, both Content-Based Instruction (CBI) and Task-Based Language Teaching (TBLT) are the approaches which is used for Communicative Language Teaching. It can help students to learn how to communicate with people in their life. So, learning English by using these activities can improve the students' communication skill.
Communicative Language Teaching (CLT) is the best method to teach English for communication. It provides opportunities for students to try out what they know. In addition, this approach provides chances for learners to develop both accuracy and fluency of using English language. After they learn from CLT they can communicate with other people in real life. So, it is important to use Communicative Language Teaching for teaching students.
Communicative Language Teaching method is important for teachers and students. It consists of many approaches to help the students to gain knowledge from doing activities. Such as, teach grammar in the context of communicative task, create the need for communication through various kinds of activities, so on. The students can learn English as same as they are in the real situation.
Content-Based Instruction (CBI) is one of the approaches which is used in CLT. In CBI classroom, the students attend to learn the content explicitly and learn the language incidentally. Moreover, CBI lessons are designed based on the selected content. Other method is Task-Based Language Teaching (TBLT). It is an approach which based on the use of task for instruction in language teaching. Therefore, each students have to has own product from this activity.
In conclusion, both Content-Based Instruction (CBI) and Task-Based Language Teaching (TBLT) are the approaches which is used for Communicative Language Teaching. It can help students to learn how to communicate with people in their life. So, learning English by using these activities can improve the students' communication skill.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)