วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จากหลักสูตรฯ....สู่การสอน

จากหลักสูตรฯ....สู่การสอน


การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน  ซึ่งเป็นการนำหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร  ผู้สอนจึงต้องพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย
            ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน สิ่งแรกที่ผู้สอนต้องคำนึงถึง นั่นคือการศึกษาและทำความเข้าใจกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดให้ผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นได้เรียนรู้ตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน   โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ 
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ   ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย  เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร  กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้   กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง  กระบวนการจัดการ กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง เป็นต้น   กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี  บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน   จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้  ตัวชี้วัด  สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์  และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน  แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน  สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด
วิธีสอนแบบ task-based learning เป็นหนึ่งในวิธีสอนหลายๆวิธี ที่ผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักและคิดว่าการสอนโดยวิธีนี้จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรในการที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามการสอนวิธีนี้ก็มีข้อดีตรงที่ว่า ผู้เรียนได้รู้จักการลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองก่อน ได้เรียนรู้คำศัพท์ โครงสร้าง ในบริบทของงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่ผู้สอนจะสอนนักเรียนในภายหลัง ซึ่งวิธีการสอนแบบ task-based learning นี้ผู้สอนสามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ได้ โดยมีขั้นตอนในการจัดที่สำคัญอยู่ 3 ขั้นตอนได้แก่ Pre-task, Task-Cycle, และ Language Focus โดยจะอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้นดังต่อไปนี้
1. ขั้น Pre-task เป็นการแนะนำเรื่องและภาระงานที่จะเรียนในคาบนั้นๆ ครูสำรวจหัวข้อที่จะเรียนกับผู้เรียนทั้งชั้น แนะนำคำศัพท์และวลีที่จะเป็นประโยชน์ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจคำสั่งในการทำภาระงาน และเตรียมตัวผู้เรียนโดยการเปิดวีดิโอแสดงให้เห็นตัวอย่างของการทำภาระงานคล้าย ๆ กัน หรือ อ่านบทอ่านบางส่วนเป็นบทนำในการทำภาระงาน
2. ขั้น Task-Cycle ผู้เรียนทำภาระงานเป็นคู่หรือกลุ่มก็ได้ ครูเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ พยายามให้ผู้เรียนสื่อสาร ไม่ต้องแก้ไข เนื่องจากขั้นตอนนี้ต้องการบรรยากาศเป็นส่วนตัว ผู้เรียนจึงรู้สึกอยากทดลองใช้ภาษาอย่างเสรี ผิดได้ไม่เป็นไร
3. ขั้น Language Focus วัตถุประสงค์ของขั้นตอนนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบภาษาของตนเอง เพื่อคิดและตรวจสอบสมมติฐานของตนในโครงสร้างภาษา หลังขั้นตอนนี้อาจมีการฝึกพูดหรือเขียน หรือค้นหาความหมายในพจนานุกรม
             จะเห็นได้ว่าในกระบวนการจัดการเรียนรู้นั้น ผู้สอนมีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาหลักสูตรแกนกลางฯ การวิเคราะห์มาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อเตรียมเนื้อหาที่จะสอนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน อีกทั้งยังต้องเตรียมสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนอีกด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะการใช้วิธีสอนแบบ task-based learning จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องใช้สื่อของจริงเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติเองก่อน และเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่บรรลุเป้าหมายตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กำหนดไว้

รายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ


รายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ

             การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษนับว่าเป็นวิชาที่มีความยากอีกวิชาหนึ่ง เพราะเป็นรายวิชาที่ต้องอาศัยความรู้จากหลากหลายสาขาวิชามารวมกัน อาทิ เช่น วิชาไวยากรณ์ วิชาวิธีการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ วิชาหลักการวัดและประเมินผล เป็นต้น จึงต้องทำความเข้าใจและทบทวนในรายละเอียดของแต่ละวิชาอีกครั้งเพื่อการทำงานในวิชานี้ให้ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด
             ในการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนได้อธิบายในส่วนของภาระงานที่ต้องทำในชั่วโมงแรกๆของการเรียนการสอนวิชานี้ รวมทั้งยังได้อธิบายวิธีการสอนแบบ Communicative Language Teaching เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชานี้ นอกจากนี้ ครูผู้สอนก็ได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีสอนแบบ Task-Based Learning ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชานี้อีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ครูผู้สอนก็ได้ให้นักเรียนฝึกการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดแทรกเนื้อหาการมีจิตสาธารณะในแผนการสอนของแต่ละคนด้วย ซึ่งรูปแบบที่ผู้สอนใช้ในการสอนข้าพเจ้าในครั้งนี้คือการสอนโดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีการให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูกด้วยตนเองก่อน หลังจากนั้นผู้สอนจึงให้คำแนะนำในภายหลัง  แต่การเรียนการสอนที่ผู้สอนใช้วิธีนี้ข้าพเจ้าคิดว่ามีข้อเสียตรงที่จะทำให้การเรียนการสอนนั้นต้องเสียเวลา เนื่องจากจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขงานกันนานพอสมควรกว่าที่งานจะออกมาดีมีประสิทธิภาพ
  ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการจัดการเรียนการสอนนั้น นอกจากการเลือกใช้วิธีการสอนให้เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนแล้ว ยังต้องคำนึงระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ รวมทั้งข้อดีข้อเสียของการจัดการเรียนรู้ในวิธีนั้นๆด้วย เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันตามเวลาที่กำหนด

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความรู้จากบทเรียนเรื่องงานบ้าน

                 
ความรู้จากบทเรียนเรื่องงานบ้าน

          งานบ้านถือเป็นงานประเภทหนึ่งที่ใครๆก็ไม่ต้องการที่จะทำ เพราะนอกจากจะยุ่งยากในการเตรียมอุปกรณ์การทำความสะอาดแล้ว ยังจะต้องจัดเก็บสิ่งของให้เข้าที่ก่อนการทำความสะอาดอีกด้วย จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กๆในการที่จะช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ซึ่งนอกจากการกวาดขยะแล้วก็ยังมีงานบ้านอีกมากมายที่จะต้องช่วยเหลือกันภายในครอบครัว
        การกวาดขยะ เป็นการทำความสะอาดบ้านเพียงผิวเผินที่ใครๆก็สามารถทำได้ในทุกๆวัน แต่นอกจากนี้แล้วยังมีการทำความสะอาดอื่นๆอีกมากมาย เช่นการปัดฝุ่น ล้างห้องน้ำ ถูพื้น รดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาดในครัว การตัดหญ้าในสวน เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานหนักๆทั้งสิ้น
        การทำงานบ้านตามที่กล่าวมาแล้วนั้น นอกจากที่ผู้ปกครองจะไม่ได้ทำบ่อยๆแล้ว อาจทำให้ลูกหลานนั้นไม่รู้จักการช่วยเหลืองานพ่อแม่ ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าการสอนให้เด็กๆรู้จักการช่วยเหลืองานพ่อแม่นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะนอกจากฝึกความรับผิดชอบของเด็กๆแล้ว ยังเป็นการสอนให้เด็กมีจิตสาธารณะอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Reduce Reuse Recycle

Reduce Reuse Recycle


              3Rs เป็นคำที่ใครก็ตามในปัจจุบันนี้จะต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นคำที่สามารถช่วยในการปกป้อง และรักษาสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น Reduce  Reuse  และRecycle คือที่มาของการรณรงค์ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ที่มีขั้นตอนง่ายๆ และสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา
                Reduce เป็นการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้ถุงพลาสติก หรือแม้กระทั่งลดการใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก ทั้งนี้เอเป็นการลดอัตราการผลิตไปในตัว นอกจากนี้ก็ยังมีการ  Reuse ซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งของต่างๆที่สามารถให้คุณค่าแก่พวกเราได้ นำกลับมาใช้อีกครั้ง อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ รูปทรงต่างๆ เพื่อให้ดูดีขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่กำลังจะกลายเป็นขยะได้อีกครั้ง และที่สำคัญ การ Recycle นับเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สามารถช่วยลดอัตราการผลิต รวมทั้งลดการทำลายทรัพยากรบางอย่างอีกด้วย
           จะเห็นได้ว่ามีวิธีการต่างๆที่จะสามารถช่วยลดปริมาณขยะ และลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้ 3Rs เพื่อรักษาโลกของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การถาม-ตอบ เพื่อให้ข้อมูลการเดินทาง

               การถาม-ตอบ เพื่อให้ข้อมูลการเดินทาง 

                การถาม-ตอบเกี่ยวกับการเดินทางหรือตำแหน่งของสถานที่นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ  แน่นอนว่าบุคคลเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักหรือคุ้นชินกับสถานที่ที่เราไปเที่ยว ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถาม-ตอบ เกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้ง หรือเส้นทางการเดินทางจึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน
                สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้เพื่อแนะนำ หรือการถาม-ตอบเกี่ยวกับการเดินทางนั่นคือ การมีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้อื่นสามารถไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความมีน้ำใจในการที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย  นอกจากนี้ การเรียนภาษาอังกฤษที่เป็นการถาม-ตอบ หรือขอคำแนะนำเพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ ยังสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้ทั้งเรื่องการบอกตำแหน่งทิศทาง การใช้คำศัพท์ รวมถึงฝึกการใช้โครงสร้างในการพูดด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การได้เรียนรู้เรื่องนี้ ยังสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในบทเรียนและต้องการที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อีกด้วย
                ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเรื่องของการถาม-ตอบเกี่ยวกับการเดินทางหรือตำแหน่งของสถานที่ นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ในเรื่องของคำศัพท์ โครงสร้างประโยคแล้ว ยังเป็นการสอดแทรกการมีจิตสาธารณะเข้าไปในบทเรียนนั้นด้วย  ฉะนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง ผู้สอนควรมีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปในเนื้อหาด้วย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Individual Work is better than Group Work

Individual Work is better than Group Work
          
        Many students like to work in groups because they think that it is easier when they help each other to do the work and share their ideas in doing it. And it is appropriate to poor students to work without proper guidance from their respective teachers. On the other hand, individual work is a better way for some students, who are more confident and more self-sufficient than others. I will support this view for variety of reasons.
          In the first place, individual work can help students avoid encountering conflicts with friends or some other students in doing their assigned task. In this way, students can put their own concepts into their task independently. They can work without opinions from others who could sometimes cause them to change their minds. Besides, they cannot hear some of their friends or group members to complain about cooperation in completing their work. Another major reason in doing individual work is to increase independence and sense of responsibility of the students. Everybody has to do the work by themselves therefore, it is good for them to practice doing things on their own. Although some of them are incompetent to work alone, they still have to try until they succeed so, they will not become parasites and dependent to other people.
However, it could be argued that, many people think that individual work hinders human interaction. They do only their work but they do not attend to other people’s needs to build friendship and good relationship. Moreover, students cannot learn how to work with other people if they do individual work. Nevertheless, the students can effectively learn to interact with people by meeting together as they exercise, have dinner, watch movies, etc.
          In conclusion, I strongly believe that individual work is better for the students because there are a lot of benefits by working alone rather than in groups where they could encounter conflicts. Though the teacher can also ask the students to work individually in the classroom. It can help them to be responsible and independent individual in doing their task. Therefore, it is easier to work individually better than doing the group work.

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Teachers Should Not Give Too Much Homework to University Students

Teachers Should Not Give Too Much Homework to 
University Students

          “Learning by doing” is what many teachers usually tell their students when they start to complain about doing a lot of exercises in the classroom and plus the extra things they need to do at home. Although, students do not like to do a lot of things in every subject, still most of the teachers give them loads of homework. This is the reason why university students are unhappy and feels so bored or tired to study. Sometimes, students cannot submit their work on time because of the overwhelming amount of things to do. Thus, I do believe that teachers should not give more homework to university students.
One of the many reasons why teachers should not give more homework to university students because they also need to have more free time to relax apart from studying. Although university students are ready to be adults in their young age, they also want to go out at night so that they can meet their friends for dinner or movies. If they do not go out, they tend to listen to music, watch TV, or sleep at home. Sometimes, they also help their parents to do household chores or help them to earn a living to support their family needs. There are also times when some of them want to exercise by playing badminton, running, or swimming after school. Another important reason is that some students want to work after the school to save money or to help their loved ones. Some university students do part-time jobs to earn such as serving food, cashiering or selling in the market. Moreover, there are a great number of them who help their parents to cook food in order to sell it to other people in wet markets or restaurants.
Nevertheless, university students have to do more homework because through it, they will gain knowledge and more experiences from doing homework. In addition, hardworking teachers can make students to be enthusiastic learners. However, students still do not like a lot of homework because they believe that they can get more experience and great knowledge by practically doing things through part time jobs or other means of helping their parents and their family. All of these things must be considered, that is why teachers should not give more homework to university students.
            In conclusion, it is true for many that doing a lot of homework can make most students unsatisfied. If they have to do only homework every day, they will be unhappy. Also, too much homework will cause them to become bored and lazy to go to school. On the other hand, if they do a little homework, they will be very happy and become enthusiastic learners. Moreover, they can learn many things in practical ways and they could have more free time to relax and enjoy life happily.

The advantages and disadvantages of using smart phone

The advantages and disadvantages of using smart phone

           Have you ever seen primary students use smart phone at the school? It is surprising for many people. Although, most of them are young children, they can use smart phone easily. Not only children in the primary school use it as all-in-one device, but the older people also use it the same way. Now, smart phones become a big part in the lives of many people coming from different walks of life. However, despite its usefulness, there are still advantages and disadvantages of using smart phones.
          The advantages of using smart phones are considerably important. One advantage is that, it is easy to get information from other people. For example, you can use Facebook to connect with your friends and with access to the internet, anyone can download the data everywhere that they want. Traditionally, we could only use ordinary phones for calling one another while smart phone is an all-in-one device. It is comfortable for owners because there are a lot of features and functions in just one device. As you have known, modern all-in-one devices these days have touch screens where you can choose what you want to do from the options. We can listen to the music while we use the internet or simply download the songs or videos so that you could still have the access without the internet connection. Besides, we can take a lot of photos and simply save it to the smart phone. Therefore, many people these days consider smart phones full of benefits and those who could benefit from it makes them feel better.
          On the other hand, for every ever plus there is a minus. One disadvantage is that, it is way too expensive compared to ordinary phones. Its cost and the monthly payment in using smart phones can make anyone feel bad, because they have to pay and more spend money in using it. Moreover, using smart phone is one of the causes of addiction and for some causes eyesight problems. Especially reading text messages, watching movies or playing games on small hand-held screens can cause problems with the eyes. Sometimes, they have headache because of the poor eyesight. However, they still choose to use smart phone devices very often.
          In conclusion, I think that using smart phone is good as it is one of the useful ways to communicate with other people nowadays. Through this technology, it is easy and comfortable for users who can afford it. Besides, the proper use of smart phone functions is enjoyable. Unfortunately, we also need to consider about the cost and its necessity before we decide to buy a smart phone in order to make anyone very happy and satisfied.

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Inside Classroom (21 กรกฎาคม 2557)

การสอนการอ่าน (Teaching Reading)
        การอ่านเป็นทักษะการรับสารอย่างหนึ่งโดยการดูผ่านตัวหนังสือจากการเขียนของผู้ส่งสาร ที่จะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน การจับใจความประเด็นสำคัญ การวิเคราะห์สิ่งที่อ่าน รวมถึงการตีความเนื้อหาสาระนั้นๆ การอ่านนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีวิธีการหรือเทคนิคในการอ่านแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการสอนการอ่านจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน เพื่อให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์ที่ได้จากในห้องเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
            การอ่านประเภทแรกคือ Extensive reading เป็นการอ่านที่เน้นให้ผู้อ่านได้อ่านเนื้อหาให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงคำศัพท์แม้ว่าเราจะไม่ทราบความหมายของคำนั้นๆก็ตาม และที่สำคัญการอ่านประเภทนี้ผู้อ่านจึงไม่ต้องเปิดดูคำศัพท์จากใน dictionary ในระหว่างที่อ่าน เพราะสามารถข้ามในสิ่งที่ไม่เข้าใจไปได้ หรือถ้าหากว่าอ่านแล้วไม่ชอบเรื่องนั้นๆ ก็สามารถอ่านเล่มอื่นได้
            การอ่านประเภทที่สองคือ Intensive reading เป็นการอ่านอย่างลึกซึ้งที่เน้นตัวภาษามากกว่าเนื้อหา โดยผู้เรียนจะใช้การอ่านแบบ skimming เพื่อหาใจความสำคัญของเนื้อหา หรืออ่านแบบ scanning เพื่อหาเฉพาะข้อมูลที่เราต้องการ
            นอกจากนี้ในการสอนการอ่านให้แก่ผู้เรียน จำเป็นจะต้องใช้กระบวนการดังนี้ คือ ขั้น pre-reading ผู้สอนอาจจะใช้วิธีการถามคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้คิด หรือคาดเดาเรื่องราวก่อนที่จะอ่าน ต่อไปเป็นขั้น while reading โดยในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน หรือประเด็นที่ต้องการศึกษา สุดท้ายคือ ขั้น post-reading ซึ่งในขั้นนี้ผู้สอนอาจจะให้ผู้เรียนได้ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน หรือแสดงบทบาทสมมุติเพื่อทดสอบความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้อ่านไปแล้ว
            จะเห็นได้ว่าในการสอนการอ่านนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งผู้สอนจำเป็นต้องวิเคราะห์ความสามารถของผู้เรียนและระดับของผู้เรียนเพื่อจะได้ออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าครูผู้สอนมีความคิดสร้างสรรค์และมีความเข้าใจในวิธีการสอนนั้นๆ สามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีได้
         

Inside Classroom (15 กรกฎาคม 2557)

การสอนโดยใช้เทคโนโลยี (Teaching with Technology)
          เทคโนโลยีเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในปัจจุบันนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการสอนแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นมีหลากหลาย จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมของห้องเรียน
               Board เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการใช้เป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และยังสามารถพบเห็นในกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไป ทั้งในส่วนของ black board, white board และทันสมัยที่สุดคือ smart board ซึ่งจะต้องใช้ควบคู่กันกับคอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่าย แสดงผลได้ทั้งงานเขียน ได้ยินเสียง รวมถึงแสดงวิดีโอ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนรายละเอียดต่างๆลงไปบนจอ smart board ได้อีกด้วย เทคโนโลยีอีกอย่างคือ flip charts ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้จดบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ลงไปบนกระดาษ แล้วสามารถนำไปติดไว้ที่ผนังข้างห้อง เพื่อให้เพื่อนคนอื่นๆได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นด้วย ต่อไปคือ overhead projector สามารถพบเห็นได้ตามโรงเรียนต่างๆทั่วไป มีประโยชน์คือสามารถแสดงในสิ่งที่เป็นงานเขียนหรือเราสามารถเขียนสิ่งต่างๆลงไปเพื่อแสดงผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน การสัมมนาออนไลน์ การใช้ social network ต่างๆ รวมถึง blended learning ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหนังสือกับเว็บไซต์ เป็นต้น และเทคโนโลยีที่ยังเป็นที่นิยมตามโรงเรียนในแถบชนบทนั่นคือ word cards หรือ picture cards เพราะเนื่องจากการขาดแคลนในส่วนของงบประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถที่จะใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยที่กล่าวมาข้างต้นได้
             อย่างไรก็ตามการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น มีส่วนในการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่างๆของผู้เรียน แต่ครูผู้สอนจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความต้องการและระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการเลือกใช้สื่อนั้น ผู้สอนควรมีการเปรียบเทียบวิธีการใช้งานรวมถึงประสิทธิภาพของสื่อก่อนที่จะนำมาใช้ในการสอนนักเรียน และเมื่อนำมาใช้แล้วได้ผลดีหรือไม่ ผู้สอนก็ควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาการใช้สื่อนั้นๆเพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Inside Classroom (15 กรกฎาคม 2557)

การสอนการพูด (Teaching Speaking)
          การพูดถือเป็นทักษะในการสื่อสารอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นกระบวนการในการส่งสารที่ไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อเราพูดออกไปแล้ว นอกจากนี้การพูดที่ถูกต้องและคล่องแคล่วยังสามารถช่วยให้กระบวนการส่งสารนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนนอกจากที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงโอกาสที่ผู้เรียนจะได้รับในการทำกิจกรรมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความหลากหลายของกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมหรือฝึกทักษะการพูดให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย
         การออกแบบกิจกรรมที่่ช่วยฝึกทักษะการพูดให้ผู้เรียนนั้นมีมากมาย เช่น Information gap ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสองคนจะได้ฝึกการถามคำถามและตอบคำถามเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตนเองนั้นขาดหายไป หรืออาจจะเป็นกิจกรรม Telling stories ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราวต่างๆให้เพื่อนๆในห้องฟัง ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยฝึกทักษะการพูดได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ Role plays หรือ Simulation ก็สามารถใช้เป็นวิธีสอนให้ผู้เรียนได้ฝึกการพูดจากบทบาทสมมุติหรือสถานการณ์จำลอง เมื่อเด็กๆได้รับการฝึกฝนในชั้นเรียนแล้วก็ยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย
        จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายวิธีการสอนที่สามารถช่วยในการพัฒนาทักษะการพูดของผู้เรียนให้สามารถพูดได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้วิธีต่างๆตามความต้องการและความเหมาะสมของผู้เรียน ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าการที่ผู้เรียนได้ทำกิจกรรม โดยเฉพาะเป็นการฝึกทักษะด้วยวิธีที่ผู้เรียนชอบ จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการสร้างความเคยชินให้พวกเขาในการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย 

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Inside Classroom (1 กรกฎาคม 2557)

Communicative Language Teaching (CLT) 
          Communicative Language Teaching (CLT) is the best method to teach English for communication. It provides opportunities for students to try out what they know. In addition, this approach provides chances for learners to develop both accuracy and fluency of using English language. After they learn from CLT they can communicate with other people in real life. So, it is important to use Communicative Language Teaching for teaching students.
          Communicative Language Teaching method is important for teachers and students. It consists of many approaches to help the students to gain knowledge from doing activities. Such as, teach grammar in the context of communicative task, create the need for communication through various kinds of activities, so on. The students can learn English as same as they are in the real situation.
          Content-Based Instruction (CBI) is one of the approaches which is used in CLT. In CBI classroom, the students attend to learn the content explicitly and learn the language incidentally. Moreover, CBI lessons are designed based on the selected content. Other method is Task-Based Language Teaching (TBLT). It is an approach which based on the use of task for instruction in language teaching. Therefore, each students have to has own product from this activity.
          In conclusion, both Content-Based Instruction (CBI) and Task-Based Language Teaching (TBLT) are the approaches which is used for Communicative Language Teaching. It can help students to learn how to communicate with people in their life. So, learning English by using these activities can improve the students' communication skill.   

วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Outside Classroom (28 มิถุนายน 2557)

        การใช้สื่อของจริงในการพัฒนาทักษะการฟังในห้องเรียน
        การฟังถือเป็นความสามารถในการจับประเด็นใจความหลักจากสิ่งที่ฟังซึ่งเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน เพราะผู้เรียน ต้องเข้าใจสาระสำคัญจากสิ่งที่พูด อารมณ์และความคิดเห็นของผู้พูดและสามารถตอบสนองระหว่างผู้พูดหรือบริบทของการพูดได้  นอกจากนี้การพูดยังถือเป็นทักษะแรกซึ่งง่ายที่สุดในการรับรู้ข้อมูลต่างๆ และเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้เรียน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินแล้ว ยังสามารถช่วยให้เขาปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ดังนั้นในการเรียนการสอนนักเรียนจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง   
         การฝึกฝนทักษะการฟังให้แก่ผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการใช้สื่อของจริงเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยในการเตรียมพร้อมการใช้ชีวิตให้แก่นักเรียนก่อนที่พวกเขาจะต้องเจอกับเหตุการณ์จริง ตัวอย่างเช่น การให้เด็กได้ฟังบทสนทนาเกี่ยวกับการแนะนำตนเอง การจองตั๋ว การจองที่พัก การถาม-ตอบเรื่องเวลา การให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลังจากการฟังบทสนทนาที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ หรือเนื้อหาสาระที่ได้ ไปใช้ได้จริง นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้ฟังเพลงภาษาอังกฤษ พร้อมกับตอบคำถามหลังจากที่ฟัง หรือเป็นการเติมคำที่ได้ยินในขณะที่ฟังลงในช่องว่าง ก็ยังถือเป็นการพัฒนาทักษะการฟังในห้องเรียนได้อีกด้วย
         ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูที่เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟังของผู้เรียนนั้นย่อมมีความสำคัญ โดยเฉพาะการนำสื่อของจริงมาใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันนี้นั้นสื่อของจริงที่สามารถนำมาใช้ได้มีอยู่มากมาย ดิฉันคิดว่าการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสามารถพบเจอได้ง่ายในชีวิตประจำวันนั้น จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะและสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Inside Classroom ( 24 มิถุนายน 2557 )

                รายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ เป็นรายวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อครูผู้สอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องอาศัยความรู้ในศาสตร์ด้านภาษาแล้ว การออกแบบกิจกรรมหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ก็มีส่วนสำคัญในการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ฉะนั้นบุคคลที่จะไปประกอบอาชีพครูจึงต้องเตรียมความพร้อมในหลายๆด้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน
                 การเตรียมความพร้อมด้าน background knowledge (ความรู้เดิม) ของครูผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ grammar vocabulary pronunciation เป็นต้น จะต้องมีความถูกต้องและใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเลียนแบบ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดในแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้การเรียนรู้ได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ และที่สำคัญผู้สอนจะต้องมีจินตนาการในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (child center) เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด รู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีต่างๆ โดยมีครูทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน ซึ่งวิธีที่ใช้ในการสอนภาษาอังกฤษที่ได้ผลดีที่สุดนั่นคือ Communicative Language Teaching (CLT) วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปและได้ผลดี เพราะผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติในห้องเรียนไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
                 ดังนั้นในการจัดกิจกรรมหรือการออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภาษานั้น ครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติ ทั้งด้านการใช้ภาษาในห้องเรียนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ข้าพเจ้าคิดว่า การที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดีนั้น ครูผู้สอนจะต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อที่จะสามารถออกแบบหรือจัดกิจกรรมได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดได้