การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. 2551 ไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน ซึ่งเป็นการนำหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้
สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาผู้เรียน
โดยเฉพาะการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนจึงต้องพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้
จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
พัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตามเป้าหมาย
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
สิ่งแรกที่ผู้สอนต้องคำนึงถึง นั่นคือการศึกษาและทำความเข้าใจกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. 2551 เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดให้ผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นได้เรียนรู้ตามความเหมาะสม
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย
เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ
กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม
กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน
พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง
ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน
แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล
เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด
วิธีสอนแบบ
task-based
learning เป็นหนึ่งในวิธีสอนหลายๆวิธี
ที่ผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักและคิดว่าการสอนโดยวิธีนี้จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรในการที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้
โดยเฉพาะการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามการสอนวิธีนี้ก็มีข้อดีตรงที่ว่า
ผู้เรียนได้รู้จักการลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองก่อน ได้เรียนรู้คำศัพท์ โครงสร้าง
ในบริบทของงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่ผู้สอนจะสอนนักเรียนในภายหลัง
ซึ่งวิธีการสอนแบบ task-based learning นี้ผู้สอนสามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ได้
โดยมีขั้นตอนในการจัดที่สำคัญอยู่ 3 ขั้นตอนได้แก่ Pre-task,
Task-Cycle, และ Language Focus โดยจะอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้นดังต่อไปนี้
1. ขั้น Pre-task เป็นการแนะนำเรื่องและภาระงานที่จะเรียนในคาบนั้นๆ
ครูสำรวจหัวข้อที่จะเรียนกับผู้เรียนทั้งชั้น แนะนำคำศัพท์และวลีที่จะเป็นประโยชน์
ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจคำสั่งในการทำภาระงาน และเตรียมตัวผู้เรียนโดยการเปิดวีดิโอแสดงให้เห็นตัวอย่างของการทำภาระงานคล้าย
ๆ กัน หรือ อ่านบทอ่านบางส่วนเป็นบทนำในการทำภาระงาน
2. ขั้น Task-Cycle
ผู้เรียนทำภาระงานเป็นคู่หรือกลุ่มก็ได้ ครูเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ
พยายามให้ผู้เรียนสื่อสาร ไม่ต้องแก้ไข
เนื่องจากขั้นตอนนี้ต้องการบรรยากาศเป็นส่วนตัว
ผู้เรียนจึงรู้สึกอยากทดลองใช้ภาษาอย่างเสรี ผิดได้ไม่เป็นไร
3. ขั้น Language
Focus วัตถุประสงค์ของขั้นตอนนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบภาษาของตนเอง
เพื่อคิดและตรวจสอบสมมติฐานของตนในโครงสร้างภาษา หลังขั้นตอนนี้อาจมีการฝึกพูดหรือเขียน
หรือค้นหาความหมายในพจนานุกรม
จะเห็นได้ว่าในกระบวนการจัดการเรียนรู้นั้น
ผู้สอนมีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาหลักสูตรแกนกลางฯ การวิเคราะห์มาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อเตรียมเนื้อหาที่จะสอนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน
อีกทั้งยังต้องเตรียมสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนอีกด้วย
ดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่าในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะการใช้วิธีสอนแบบ task-based learning จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องใช้สื่อของจริงเพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติเองก่อน
และเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่บรรลุเป้าหมายตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2551 กำหนดไว้